กลิ่นตัวหายไปแน่นอน รวมวิธีแก้ปัญหา กำจัดกลิ่นตัวแรง ไม่ต้องกลัว

การที่มีกลิ่นตัวแรงหรือกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ถือเป็นสิ่งที่มาคอยรบกวนให้เกิดความวิตกกังวลใจอยู่เสมอ หากยังไม่หาวิธีแก้ไขหรือกำจัดกลิ่นตัวแรง เพราะทำให้ขาดความมั่นใจในตนเองเป็นอย่างมาก ทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย และเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้างเป็นอย่างมาก ดูดไขมันราคา จึงต้องศึกษาหารายละเอียดเพื่อให้กลิ่นตัวแรงของเรานั้นหายไปได้ ถือว่าเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี

กลิ่นตัวเกิดจาก

ผิวหนังของมนุษย์จะประกอบไปด้วยต่อมเหงื่อที่สำคัญ 2 ต่อมด้วยกัน คือต่อมเอกไครน์ และต่อมอะโพไครน์ Liposuction ซึ่งแต่ละต่อมจะมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. ต่อมเอกไครน์ (Eccrine Gland) เป็นต่อมที่อยู่บนผิวหนัง มีหน้าที่ผลิตเหงื่อเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นเพื่อคลายความร้อนในร่างกาย ในเหงื่อจะมีน้ำและเกลือเป็นส่วนประกอบหลัก และจะระเหยเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเย็นตัวลง
  2. ต่อมอะโพไครน์ (Apocrine Gland) เป็นต่อมที่อยู่ในบริเวณที่มีขนขึ้นมาก เช่น รักแร้ หรือขาหนีบ จะผลิตของเหลวสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมออกมาเมื่อเกิดความเครียด และเมื่อสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังจะทำให้เกิดกลิ่นขึ้น

รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว เช่น เพศชายในช่วงเข้าสู่วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะมีเหงื่อออกมากและทำให้เกิดกลิ่นตัวได้มากกว่าเพศหญิง การมีน้ำหนักตัวเกิน การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรงหรืออาหารที่มีรสเผ็ด การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยารักษาภาวะซึมเศร้า ภาวะร่างกายหลั่งเหงื่อมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) ภาวะสุขภาพบางอย่างก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดกลิ่นตัวที่แตกต่างกันออกไปได้ เช่น กลิ่นคล้ายผลไม้จะเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน กลิ่นคล้ายสารฟอกขาวอาจเป็นสัญญาณของโรคตับหรือโรคไต เป็นต้น

แนะนำบทความยอดนิยม กําจัดกลิ่นรักแร้ถาวร จากเว็บไซต์ Rattinan.com

วิธีกำจัดกลิ่นตัวที่ได้ผลมากที่สุด

  1. ลดอาหารที่มีรสจัดและอาหารที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศ : ไม่ว่าจะเป็นหัวหอม ข่า ตะไคร้ หรือเครื่องแกงกะหรี่ เพราะอาหารรสจัดจะส่งผลกับกลิ่นตัว
  2. อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน จึงทำให้มีเหงื่อไคลมาก และจะควรอาบน้ำทั่วถึงทุกซอกมุมในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจุดอับชื้นหรือตามข้อพับ และใช้สครับรักแร้อาทิตย์ละ 3 ครั้ง
  3. เลือกใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำที่ยับยั้งแบคทีเรีย
  4. ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นที่เหมาะกับตัวเอง เน้นพวกสเปรย์หรือแป้งที่ดูดซับความอับชื้นเป็นหลัก
  5. สครับผิวบ่อย ๆ จะช่วยขัดเอาเหงื่อไคลที่เกาะติดผิวออก
  6. ใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่กำจัดแบคทีเรีย และควรตากให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้
  7. ควรเลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่คับเกินไป เพราะมันจะระบายอากาศได้ยาก
  8. ฉีดโบท็อกซ์เพื่อหยุดการทำงานชั่วคราวของประสาทที่กระตุ้นต่อมเหงื่อ แต่จะอยู่ได้เพียง 3-6 เดือนเท่านั้น และมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
  9. อย่าทำความสะอาดมากเกินไป เพราะการทำความสะอาดมากจนเกินไป ทำให้กลิ่นตัวเลวร้ายลง เพราะมันอาจเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายต้องขับเหงื่อให้มากยิ่งขึ้นเนื่องจากร่างกายขาดความชุ่มชื้นมากเกินไป
  10. โกนขน เพราะขนเป็นบ่อเกิดของการสะสมเชื้อแบคทีเรียจนเกิดกลิ่น
  11. ใช้ผ้าขนหนู หรือผ้าเช็ดหน้ามาชุบน้ำแล้วบิดให้หมาด หยดน้ำหอมลงไปเล็กน้อย แล้วนำมาเช็ดตามร่างกาย ใต้วงแขน ข้อพับ และแผ่นหลังให้ทั่ว
  12. ไม่ควรขัดผิวบ่อย ๆ เพราะการขัดผิวจะทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายถูกทำลาย ทำให้เกิดกลิ่นตัวง่าย ให้ขัดผิว 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็พอ
  13. ใช้แป้งดับกลิ่นตัว นิยมกันอยู่ 2 ยี่ห้อ คือ แป้งตราเต่าเหยียบโลก และ แป้งสะอาด โดยการนำมาใช้ทาให้ทั่วหลังอาบน้ำเสร็จ โดยเฉพาะบริเวณรักแร้ที่ให้เน้นทาเป็นพิเศษหน่อย เพราะเป็นจุดอับที่เป็นตัวแพร่ขยายของแบคทีเรียได้
  14. น้ำยาระงับกลิ่นกาย หรือ ดีโอโดแรนท์ (Deodorant) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดูจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยน้ำยาระงับกลิ่นกายเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ เพราะกลิ่นกายเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้ามาผสมกับเหงื่อ หากเราใช้น้ำยาระงับกลิ่นกายที่มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย กระบวนการที่ทำให้เกิดกลิ่นก็จะไม่เกิดขึ้น และน้ำยาระงับกลิ่นกายบางยี่ห้อยังมีสารระงับเหงื่อที่ผสมอยู่ด้วย ซึ่งจะช่วยเข้าไปจัดการกับเม็ดเหงื่อที่ผุดออกมา ทำให้เราไม่มีกลิ่นกาย นอกจากนี้น้ำยาระงับกลิ่นกายทั้งหลายก็มักจะใส่น้ำหอมเข้าไปด้วย ทำให้เรามีกลิ่นตัวหอม ๆ แทนกลิ่นเหงื่อและกลิ่นอันไม่พึงประสงค์
  15. ยาระงับเหงื่อ หรือ แอนตีเพอร์สไปแรนท์ (antiperspirant) ให้เลือกใช้แบบที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบและทำให้รักแร้ดำจากผื่นได้ โดยยาทาชนิดนี้จะไปทำปฏิกิริยาให้เกิดการอุดตันในท่อเหงื่อและลดการไหลของเหงื่อได้ ทางที่ดีคุณควรไปพบแพทย์เพื่อสั่งยาที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียมคลอไรด์ 20% สำหรับทาระงับเหงื่อ
  16. ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ โดยน้ำมันสกัดจากพืชหลายชนิดและสารสกัดจากธรรมชาติหลายชนิดก็มีสรรพคุณระงับกลิ่นกายได้ เช่น สารส้มสามารถช่วยระงับกลิ่นกายได้อย่างอยู่หมัด หรือจะใช้สารส้มส้มนำมาผสมกับพิมเสนอย่างละเท่า ๆ กัน บดให้ละเอียด แล้วผสมแป้งฝุ่นหรือดินสอพอง หยดน้ำลงไปนิดหน่อย แล้วนำมาใช้ทารักแร้ก็ได้
  17. ปูนแดง สามารถใช้ลดกลิ่นตัวได้ ด้วยการใช้ปูนแดงผสมกับน้ำทารักแร้หลังอาบน้ำ หรือจะใช้ปูนแดงและใบตำลึงนำมาตำผสมกัน ใช้พอกรักแร้ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก ซึ่งความเป็นด่างของปูนแดงจะช่วยปรับภาวะกรดในร่างกายที่ขับแบคทีเรียออกมาบนผิวได้ แต่ก็อย่าใช้ปูนแดงในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะจะกัดผิว ซึ่งถ้าหากทำเป็นประจำ กลิ่นตัวก็จะหายไปอย่างถาวร และยังทำให้ขนรักแร้ลดน้อยลงอีกด้วย