อีเมล์

[email protected]

เวลาเปิด

Mon - Fri: 7AM - 7PM

ผ่าตัดกระเพาะ

การผ่าตัดกระเพาะ เป็นกรรมวิธีตัดเอาเนื้อกระเพาะ เพื่อลดขนาดกระเพาะให้เล็กลง เป็นการผ่าตัด โดยการส่องกล้อง มีแผลน้อย เพื่อให้กินได้ลดน้อยลง สำหรับคนที่เป็นโรคอ้วน จะช่วยลดจำนวนของกินที่กินเข้าไป ซึ่งการตัดกระเพาะจะทำให้คนที่ตัดกระเพาะไปแล้วนั้น สามารถประสบความสำเร็จ ในการลดความอ้วน มีน้ำหนักที่ลดน้อยลง จากการศึกษาพบว่า การผ่าตัดกระเพาะ แบบ Sleeve Gastrectomy ปลอดภัยกว่า ปัญหาแทรกซ้อนน้อยกว่าแนวทางการทำ By pass. สามารถทำให้คนอ้วนที่มี โรคความดัน โรคเบาหวาน หลังตัดกระเพาะ จะมีลักษณะอาการดียิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การผ่าตัดกระเพาะมาตรฐานที่ได้รับการยินยอมรับทั่วทั้งโลก มี 2 แนวทาง ได้แก่

  • Laparoscopic Sleeve Gastrectomy หรือเรียกสั้นๆว่า“สลีฟ (sleeve)” เป็นการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะให้เล็กลง โดยขนาดกระเพาะ ที่ยังคงอยู่หลังผ่าตัดเพียงพอ กับความต้องการของร่างกาย
  • Laparoscopic Gastric Bypass วิธีการแบบนี้เรียกสั้นๆว่า“บายพาส (Bypass)”เป็นการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะร่วมกับ ทำทางเบี่ยงทางเดินอาหาร ข้ามกระเพาะอาหารส่วนใหญ่ และก็ลำไส้เล็กส่วนที่ดูดซึมสูงไป โดยไม่มีการตัดส่วนใด ออกมาจากร่างกาย เป็นการลดจำนวนแคลอรีเข้าสู่ร่างกาย ปรับฮอร์โมน แล้วยังลดการดูดซึม เป็นการผ่าตัดที่มีขั้นตอนมากมาย ใช้เวลาสำหรับในการผ่าตัดมากกว่า แต่ลดน้ำหนักได้มากกว่า

การผ่าตัดทั้งสอง วิธีนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง ภายใต้การดมยาสลบ แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ใช้เวลาผ่าตัดเพียง 1-2 ชั่วโมง ในสลีฟ และ 3-5 ชั่วโมงในบายพาส พักฟื้นที่โรงพยาบาล 2-3 วันก็กลับบ้านได้

การเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนต่ำ ราว ๆ 0-7% การเลือกกระบวนการผ่าตัด หมอจะพิจารณาร่วมกับผู้รับการผ่าตัด ตามเหมาะสมของแต่ละคน หลังผ่าตัดควรจะพักฟื้นต่อที่บ้านราว ๆ 2-4 อาทิตย์ เพื่อปรับนิสัยกับทางเดินอาหารใหม่ น้ำหนักที่ลดอย่างเร็ว สภาวะเปลี่ยนไปจากปกติรวมทั้งโรคต่าง ๆ จะค่อย ๆ ดียิ่งขึ้น

ผู้ป่วยที่เข้าข่าย จะได้รับการรักษาโดยการ ผ่าตัดกระเพาะ

  • ต้องเป็นโรคอ้วน คำนวณจากดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 32.5 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป หากไม่เป็นโรคอ้วน ผ่าตัดแล้วจะได้ผลไม่คุ้มกับความเสี่ยง
  • ใช้วิธีการอื่นมาก่อนแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เรื่องการลดน้ำหนักด้วยตัวเอง มีให้เห็นอยู่เนื่อง ๆ แต่หากพยายามเองแล้วไม่สำเร็จ อาจต้องใช้การผ่าตัดเป็นเครื่องช่วย
  • คนไข้ต้องมีความเข้าใจ การปฏิบัติตัวก่อน ระหว่าง และหลังผ่าตัด ทั้งระยะสั้นและระยะยาว การลดน้ำหนักจะค่อยเป็นค่อยไป เฉลี่ยควรลดหนึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์

ข้อดี การผ่าตัดกระเพาะ

  • ผ่าตัดด้วยกล้อง แผลเล็กมาก ใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่า การผ่าตัดกระเพาะแบบอื่น ๆ เพียง 3-4 วัน ในโรงพยาบาล
  • รับประทานอาหารได้น้อยลง รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวหายไปอย่างรวดเร็ว
  • ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่ดีของฮอร์โมนในลำไส้ Gut Hormone มีปริมาณน้อยลง ไม่ไปกระตุ้นการอยากอาหาร ไม่ค่อยหิว และเวลากินจะกินได้น้อยลง

ใครเหมาะสมกับการผ่าตัดกระเพาะ

  1. เป็นโรคอ้วน และมี BMIสูง มากกว่า 40 ขึ้นไป
  2. มี BMI ระหว่าง 30 – 40 แต่มีภาวะที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่นโรคเบาหวานประเภท 2 หรือความดันโลหิตสูง
  3. อายุไม่เกิน 65 ปี
  4. สุขภาพร่างกายแข็งแรงพอที่จะ ดมยาสลบได้
  5. เป็นคนอ้วน ที่เคยลดน้ำหนักวิธีต่างๆแล้วไม่ได้ผล เช่นการอดอาหาร การออกกำลังกาย หรือใช้ยา
  6. มีวินัยในการดูแลสุขภาพ ควบคุมการรับประทานอาหาร ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และโภชนากร และ พบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

เตรียมตัวก่อนผ่าตัด

ก่อนเข้ารับการผ่าตัดคนไข้จำเป็นที่จะต้อง

  • ตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ดังเช่นว่า ตรวจเลือด, อัลตราซาวนด์, เอกซเรย์, ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, ตรวจสมรรถภาพปอด ฯลฯ
  • ส่องกล้องตรวจกระเพาะให้แน่ใจว่าไม่มีความผิดปกติอะไรก็แล้วแต่ของกระเพาะ ก่อนจะกระทำการผ่าตัด
  • เตรียมความพร้อมด้านโภชนาการจากนักกำหนดอาหาร โดยจะมีประเมินแล้วก็การปรับการกินอาหารหลังทำการผ่าตัด
  • ทดสอบสภาพจิตใจกับนักจิตวิทยาเพื่อแน่ใจว่าไม่มีโรคทางจิตเวชสำคัญที่ห้ามการผ่าตัด แล้วก็เตรียมพร้อมเปลี่ยนแปลงความประพฤติหลังผ่าตัด
  • ประเมินภาวะโรคที่มีการเสี่ยงก่อนผ่าตัดเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้แก่ โรคหัวใจ เบาหวาน โรคความดันเลือดสูง ฯลฯ
  • ตรวจการนอน STOP – BANG แล้วก็ตรวจวิเคราะห์การนอน Sleep Test
  • ทำความเข้าใจแนวทางออกกำลังก่อนและหลังผ่าตัดอย่างแม่นยำกับหมอเวชศาสตร์ฟื้นฟู
  • งดเว้นสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 4 สัปดาห์
  • งดเว้นน้ำแล้วก็ของกินก่อนเข้ารับการผ่าตัด 6 – 8 ชั่วโมง หากจะต้องทานยาให้เป็นไปตามที่หมอสั่ง
  • หากไม่มั่นใจว่าตั้งครรภ์ควรจะแจ้งหมอรวมทั้งพยาบาล
  • ถ้าหากอยู่ในระหว่างกินยา อาหารเสริม สมุนไพร ควรปรึกษาหมอว่าสามารถกินชนิดใดและจะต้องหยุดประเภทใดก่อนผ่าตัด
  • กรุณาแจ้งหมอถ้ากินยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด หรือเรื่องราวป่วยเกี่ยวกับโรคเส้นเลือด
  • คนไข้ทุกรายจะได้รับยาฉีดป้องกันการเกิดลิ่มเลือดตันก่อนการผ่าตัดกระเพาะอาหาร 12 ชั่วโมง

หลังเข้ารับการผ่าตัดผู้ป่วยจึงควร

  • รับสารอาหารและน้ำทางสายน้ำเกลือ ตราบจนกระทั่งจะกินอาหารเองได้
  • ใส่ปลอกสวมขา เพื่อป้องกันสภาวะแข็งตัวในเส้นเลือดดำ โดยถอดออกเมื่อคนไข้ขยับตัวได้เอง แล้วก็เมื่อขยับตัวได้ควรเริ่มเคลื่อนร่างกายโดยด่วน เพื่อทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติภายใน 2 – 3 วัน
  • ถ้าหากมีลักษณะแทรกต่าง ๆ ปรึกษาแพทย์ในทันที ตัวอย่างเช่น อัตราการเต้นของหัวใจ > 120 ครั้ง ต่อนาที, เป็นไข้ 37.8 องศาเซลเซียส หรือมีลักษณะปวดท้องอย่างหนัก
  • ควบคุมอาหาร จากที่นักกำหนดอาหารวางแผน รวมทั้งให้คำแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • สามารถเริ่มออกแรงเบา ๆ ได้ตั้งแต่อาทิตย์ที่ 2 หลังการผ่าตัด แล้วก็งดเว้นยกของหนัก 3 เดือน
  • อาหารเน้นกินโปรตีนกินคาร์โบไฮเดรตที่เป็นไฟเบอร์มาก ๆ เช่น ผักต่าง ๆ เนื่องจากดูดซึมยากกว่า หลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมง่าย  เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล อาหารเส้นทั้งหลาย
  • พบแพทย์ตามนัดหมาย อย่างเคร่งครัด เพื่อตรวจเช็กร่างกาย

บทความแนะนำ